แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวภาคใต้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวภาคใต้ แสดงบทความทั้งหมด

20 เมษายน 2555

3 จว.ชายแดนใต้ : กับข้อเสนอใหม่ “ปัตตานีมหานคร”



โดย ชาญวิทยา ชัยกูล

              สำนักข่าวอะลามี่: ความรุนแรงที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บอกให้รู้เป็นนัยว่าการกลับมาอีกครั้งของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดน ภาคใต้ (ศอ.บต.) ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการแก้ปัญหา
             ขณะที่ข้อเสนอให้รวมเอา จังหวัดปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส เข้าด้วยกัน ภายใต้ชื่อนครปัตตานี ถูกนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมายืนยันว่ารัฐบาลนี้ไม่สนับสนุน ขณะที่แนวคิดภายใต้การขับเคลื่อนขององค์กรภาคประชาชนและนักวิชาการบางคนที่ ชูประเด็น “จังหวัดจัดการตนเอง” เริ่มมีความชัดเจนและน่าสนใจยิ่ง
               "จังหวัดจัดการตนเอง" คือแนวคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบ "รวมศูนย์อำนาจ" อันเป็นต้นตอของความขัดแย้งทางการเมืองของขั้วอำนาจต่าง ๆ ก่อให้เกิดการพัฒนาแบบกระจุกตัว สร้างความเลื่อมล้ำต่อการพัฒนาเมืองและชนบท จึงต้องมอบอำนาจการบริหารจัดการพื้นที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยปรับลดบทบาทของราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคลงไปให้มากที่สุด และหันไปส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาและการบริหาร งานท้องถิ่นของตนเองได้อย่างมีอิสระ ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ กรุงเทพมหานคร และ เมืองพัทยา
              แนวคิดนี้ถูกจุดประกายขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ก็ ยังได้ให้สนใจต่อข้อเสนอเรื่องจังหวัดจัดการตนเองเป็นอย่างมาก เพราะเห็นว่าสอดคล้องกับทิศทางการกระจายอำนาจและสามารถจะนำไปใช้เป็นกลไกใน การแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สงบลงได้ โดยพุ่งเป้าไปที่ยังจังหวัดปัตตานี เนื่องจากมีประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ที่เป็นของตนเองอย่างชัดเจน โดยนอกจากจะต้องเข้าไปรับปรุงโครงสร้างบางส่วนของ ศอ.บต.แล้ว อาจจะต้องยกฐานะจังหวัดปัตตานีให้เป็นจังหวัดจัดการตนเองในรูปแบบเมืองพิเศษ ซึ่งประชาชนในพื้นที่มีอำนาจในการปกครองตนเองมากขึ้น
            “ไม่มีใครแก้ปัญหาของท้องถิ่นได้ดีกว่าตัวของคนในท้องถิ่นเอง และไม่มีการปกครองใดที่ดีและยิ่งใหญ่กว่าการปกครองตนเองของประชาชน ผมเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ การสร้างมหานครในพื้นที่ๆ เหมาะสม เพราะจะเป็นตัวชี้วัดให้เห็นว่าการปกครองของประเทศไทยเป็นการปกครองที่ไม่ ใช่การรวมศูนย์ แต่เป็นการปกครองแบบกระจายอำนาจ ซึ่งข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปในเรื่องการกระจายอำนาจก็เป็นแนวทางที่ดีอีก แนวทางหนึ่ง” มท.1 กล่าว

           ด้าน ดร.วณี ปิ่นประทีป รองผู้อำนวยการสำนักงานปฏิรูป กล่าวว่า คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปกำลังรณรงค์ให้ผู้คนในจังหวัดต่างๆ เตรียมการในการขับเคลื่อนการปฏิรูปในระดับจังหวัด โดยการจัดสัมมนาระดมความคิดเห็นขึ้นในแต่ละภาคทั่วประเทศ โดยแต่ละจังหวัดจะเลือกเรื่องประเด็นที่คิดว่าคนในจังหวัดนั้นๆ เห็นตรงกันมากที่สุดมาดำเนินการ พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขปัญหากันเองโดยใช้ประชาสังคมเข้าขับเคลื่อน หากมีปัญหาใดที่ยากเกินกว่าที่จะแก้ไขก็ให้ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้อง ถิ่น หากประเด็นใดจำเป็นที่จะต้องไปแก้ไขกฎหมายก็ให้เสนอไปที่คณะกรรมการสมัชชา ปฏิรูป เพื่อทำเป็นข้อเสนอจากสมัชชาส่งไปถึงรัฐบาล
          “เวลานี้ได้มีบางกลุ่มเสนอให้จัดตั้งจังหวัดปัตตานี เป็นเขตปกครองพิเศษ เพื่อแก้ปัญหาไฟใต้ ซึ่งในรายละเอียดที่เสนอนี้ เขาใช้คำว่า ปัตตานีมหานคร โดยจะรวมเอา 3 จังหวัด คือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส กับ 2 อำเภอของจังหวัดสงขลาเข้ามาด้วย แต่แนวคิดนี้ในเชิงปฏิบัติ คิดว่ายังมีประเด็นปัญหาอยู่มาก หากจะให้เป็นเมืองพิเศษอย่างกรุงเทพมหานครหรือพัทยา ก็อาจจะเลือกที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งมาทำก่อน เช่น จังหวัดปัตตานี ยะลา หรือจังหวัดนราธิวาส อันนี้มีความเป็นไปได้ เพราะแต่ละจังหวัดมีพื้นฐานและอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน”
           ดร.วณี กล่าวอีกว่าแนวคิดนี้จะสอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปเรื่องการ ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจที่เสนอให้ปรับลดบทบาทของราชการส่วนภูมิภาคให้เป็นกลไก เชิงวิชาการ เชิงประสานนโยบายและตรวจสอบติดตาม โดยให้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหลือแค่ 2 ระดับ คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาล ซึ่งเรื่องการปกครองพิเศษของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรจะต้องมีเวทีในการระดมความคิดเพื่อหารายละเอียดที่ชัดเจนมากกว่านี้
           “ขณะนี้อาจารย์หมอประเวศ ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดสมัชชาปฏิรูปเฉพาะ ประเด็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาคณะหนึ่ง เพื่อรวบรวมว่า เรื่องของ 3 จังหวัดชายแดนภาตใต้มีคนเสนอทางเลือกเอาไว้กี่ทางเลือก แล้วเอาประเด็นต่างๆ มาพิจารณาร่วมกันว่ามีข้อดี ข้อเสียอย่างไร และควรจะใช้รูปแบบไหน แล้วจะต้องเอาข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้ไปรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เขามีทางเลือกว่า ถ้าเขาจะเลือกแบบนี้ต้องเสียอะไรและได้ประโยชน์อะไรบ้าง”
           ทั้งนี้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มี คนเสียชีวิตไป 4,000 กว่าคน มีคนที่ต้องกำพร้า หญิงหม้าย และคนบาดเจ็บอีกนับหมื่น โดยยังไม่รู้จะไปสิ้นสุดเมื่อไหร่ ?!
           ดร.วณี กล่าวว่า ในการประชุมสมัชชาปฏิรูปของพื้นที่จังหวัดภาคใต้ 14 จังหวัด ซึ่งจะจัดขึ้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีในวันที่ 3-4 ตุลาคมนี้ ได้มีข้อตกลงร่วมกันแล้วว่า 3 จังหวัดชายแดนใต้จะต้องมาพูดคุยกันในเรื่องการแก้ไขปัญหาของจังหวัดชายแดน ภาคใต้ โดยกำหนดไว้ 3 ประเด็น คือ 1. เรื่องยุติธรรมสมานฉันท์ 2. เรื่องของจังหวัดจัดการตนเอง 3. เรื่องของความหลากหลายทางวัฒนธรรม
            “ขณะนี้ชาวบ้านถูกจับคุมคุมขังทั้งตัวจริง ตัวปลอม ปนกันไปหมด เราต้องคืนความยุติธรรมให้แก่ประชาชนเหล่านั้น รวมถึงการเยียวยาผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว เนื่องจากหลายคนหัวหน้าครอบครัวเสียชีวิต ผู้อยู่เบื้องหลังต้องอยู่อย่างยากลำบาก ฉะนั้นเรื่องของการเยียวยาเป็นเรื่องที่จำเป็น ส่วนเรื่องจังหวัดจัดการตัวเองจะเป็นประเด็นที่ให้แต่ละจังหวัดต้องกลับไป คิด จังหวัดปัตตานีจะตกลงเอาหรือไม่ ถ้าต้องไปรวมกับจังหวัดอื่นอีก 2 จังหวัด โดยมี อ.สะบ้าย้อย กับ อ.นาทวี จังหวัดสงขลามาร่วมด้วย จังหวัดยะลาคุณอยากจะเลือกทิศทางนี้หรือไม่ เพราะยะลาก็มีอัตลักษณ์ของคุณเอง นราธิวาสก็เช่นเดียวกัน ประเด็นเหล่านี้ประชาชนในพื้นที่ต้องหาทางออกร่วมกัน” ดร.วณี ปิ่นประทีปกล่าว
           ด้าน นายถวิล ไพรสณฑ์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ออกมาสนับสนุนแนวคิดจังหวัดปกครองตนเอง เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่นายถวิลเสนอว่ายังไม่จำเป็นที่จะต้องจัดตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษที่รวมเอา ยะลา นราธิวาสและปัตตานีเข้าด้วยกัน เพียงแต่ไปแก้กฎหมายองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้อบจ.มีอำนาจและมอบหมายงานในภารกิจต่างๆ ให้มากขึ้น ตามสภาพปัญหาของพื้นที่จังหวัดนั้นๆ ในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งเป็นไปตามมิติของคณะกรรมการกระจายอำนาจที่ระบุว่าต้องถ่ายโอนและมอบ ภารกิจ 425 ภารกิจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
          “นอกจากการให้อำนาจกับอบจ.ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพิ่มเติมแล้ว ยังสามารถให้อำนาจกับอบจ.บางจังหวัดที่มีลักษณะพิเศษได้อีกด้วย เพื่อให้เป็นจังหวัดจัดการตัวเอง แต่ก็ต้องมาพิจารณาให้ชัดเจนว่าตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิเศษเหล่านี้จะ ยกเลิกไปเลยเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานครหรือไม่ ซึ่งจะต้องศึกษาให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจ” นายถวิล ไพรสณฑ์ กล่าว

 http://www.thealami.com

"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"กับนโยบายแก้ปัญหาไฟใต้ที่เคยสัญญาไว้


     ผมเห็นว่าคมลัมน์นี้มีประโยชน์เลยขออนุญาติเอามาลง อีกอย่างเห็นว่างานเขียนของอาจารย์ท่านนี้เป็นกลางดี ไม่เอนเอียงไปทางพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง


อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บิน ชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยทักษิณ ,ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ
Shukur2004@chaiyo.com; http://www.oknation.net/blog/shukur


             ยังจำภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีใส่ผ้าคลุมผมสีแดง อุ้มเด็กและแวดล้อมด้วยสตรีมลายูมุสลิมชายแดนใต้ และคณะ อาทิ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค เพื่อไทย   พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายนิติภูมิ นวรัตน์ เดินทางไปหาเสียงที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นครั้งแรก
             พร้อมกับประกาศนโยบายให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองท้องถิ่นพิเศษ คล้ายกับกรุงเทพฯหรือเมืองพัทยา ที่สำคัญ พรรคเพื่อไทยจะไม่เน้นเรื่องความรุนแรง จะใช้วิธีพูดคุย ส่งเสริมและพัฒนามากกว่า
           แต่ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าคนของพรรคเพื่อไทยไม่ผ่านการเลือกตั้งแม้แต่คน เดียวในสนามการเลือกตั้งภาคใต้  ทำให้เกิดวาทกรรม ว่า พรรคเพื่อไทย ไม่ชอบธรรมที่จะนำนโยบายเขตปกครองท้องถิ่นพิเศษ มาใช้เป็นนโยบาย  การเมืองนำการทหารโดยเฉพาะถูกต่อต้าน จากฝ่ายความมั่นคง ข้าราชการและพรรคอนุรักษ์นิยมอย่างประชาธิปัตย์
          สำหรับผู้เขียนมองว่า หาก พรรคเพื่อไทย ไม่ชอบธรรม ที่จะนำนโยบายการกระจายอำนาจดังกล่าว มาใช้ในภาคใต้ที่เคยสัญญาไว้    พรรคเพื่อไทย ก็ไม่ชอบธรรมในทุกนโยบายที่จะมาใช้ในภาคใต้เช่นกัน  ไม่ว่าจะเป็น เงินเดือนปริญญาตรี  1,5000 บาท  ค่าแรงงานขั้นต่ำเริ่มที่ 300 บาทต่อวัน    ข้าวเปลือกขาวเกวียน 15,000 บาท ข้าวหอมมะลิเกวียนละ 20,000 บาทและอื่นๆ
          เพียงแต่ การเดินหน้านำนโยบาย การกระจายอำนาจที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นดังกล่าว ควรให้ทุกภาคส่วนในพื้นที่ มีส่วนร่วมในการนำเสนอโมเดล(รูปแบบ) การปกครองก่อนการประกาศใช้เป็นกฎหมายแต่ก็ควรกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนด้วย เช่นกัน
          ในขณะที่การบริหารภายใต้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ บต) ที่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์คุยนัก คุยหนา ว่าเป็นการกระจายอำนาจให้คนพื้นที่มีอำนาจในการร่วมคิด ร่วมทำ  ร่วมเสนอ  ร่วมอนุมัติจากคนในพื้นที่ ก็ให้ดำเนินต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลง   

           สำหรับรูปแบบการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษดังกล่าว รัฐบาลควรนำองค์ความรู้มาศึกษาวิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากนักวิชาการที่ได้ ศึกษาในโมเดลต่างๆ
           โดยเฉพาะร่างของคณะทำงานการศึกษาการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษในจังหวัดชาย แดนภาคใต้ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย  ภายใต้ความร่วมมือของ เครือข่ายประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ 23 องค์กร/ เครือข่ายการเมืองภาคพลเมืองเพื่อท้องถิ่น/ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้/ สถาบันวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี/ คณะกรรมการภาคประชาสังคม สภาพัฒนาการเมือง/ สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ......เพราะร่างดังกล่าวผ่านกระบวนการทางวิชาการและการลงพื้้นที่กว่าห้าสิบเวทีในจังหวัดชายแดนภาคใต้
                อันจะเป็นการสร้างความชอบธรรมยิ่งขึ้นต่อรัฐบาลในการนำนโยบายมาใช้หากเกิด ความผิดพลาดประชาชนในพื้นที่จะช่วยเป็นเกราะกำบังให้กับรัฐบาล
              ขณะเดียวกันการอธิบายให้กับคนภายนอกจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่การแบ่งแยกดินแดน แต่เป็นการกระจายอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ หรืออยู่ภายแนวคิด “ท้องถิ่นดูแลตัวเอง” ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
             อันเนื่องมาจาก แนวคิด “ท้องถิ่นดูแลตัวเอง” ไม่ใช่การปฏิเสธอำนาจรัฐ และไม่ใช่ก้าวแรกของการแบ่งแยกดินแดน การให้ท้องถิ่นดูแล หรือปกครองตนเองนั้น หมายถึง การให้ประชาชนในท้องถิ่นมีอำนาจในการดำเนินกิจการของท้องถิ่นให้เป็นไปตาม ความต้องการของท้องถิ่นอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้แต่ละท้องถิ่นสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ โดยที่สามารถ “ออกแบบบ้านของตัวเอง” ได้บนผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้
            เพราะหัวใจของประชาธิปไตย คือ การที่ประชาชนได้ปกครองตนเอง (Self Government) มิใช่เป็นเพียงผู้ถูกปกครองเท่านั้น
            การจะหวนกลับคืนสู่สาระสำคัญของ ความเป็นประชาธิปไตย เพื่อมิให้อำนาจของประชาชนมีเพียง 4 วินาทีใน 4 ปีที่คูหาเลือกตั้งนั้น จึงจำเป็นต้องผลักดันให้ประชาชนในท้องถิ่นมีบทบาทในการปกครองตนเองมากขึ้น
           ซึ่งแนวคิดการปกครองตนเองนี้มิได้ปฏิเสธนักการเมืองหรือสภาผู้แทนราษฎร หากแต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรที่จะให้คนในท้องถิ่นมีโอกาสเข้ามาทำงานการ เมืองมากขึ้น ได้มีส่วนร่วมคิดร่วมทำในการดูแลบ้านเมืองของตนเองให้มากขึ้น มิใช่ทำหน้าที่เพียงเป็นผู้รอรับบริการหรือรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐบาลเท่า นั้น ซึ่งถือเป็นการเปิดพื้นที่ทางการเมือง อันมีความหมายรวมถึงการมีอำนาจในการต่อรองและการตัดสินใจเพื่อให้คนในท้อง ถิ่นสามารถกำหนดวิถีชีวิตของตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารปกครอง การศึกษา วัฒนธรรม การสาธารณสุข หรือการพัฒนาชุมชน      
            ที่สำคัญหลักการปกครองตนเองได้ถูกประกาศไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 อย่างชัดเจนในมาตรา 281 ว่า ....
“ภาย ใต้บังคับมาตรา 1 รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครอง ตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น และส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการ สาธารณะ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที ท้องถิ่นใดมีลักษณะที่จะปกครองตนเองได้ ย่อมมีสิทธิจัดตั้งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ”
            ทั้งนี้ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้น ระบุให้รัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีอิสระในการดำเนินการให้ เป็นไปตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นภายใต้หลักบูรณภาพแห่งดินแดนอัน แบ่งแยกไม่ได้ โดยราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจะต้องไม่แทรกแซงการบริหารกิจการขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวคือ รัฐจะต้องกระจายอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ อำนาจการตัดสินใจ และอำนาจการบริหารจัดการให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และปรับลดบทบาท ตลอดจนลดการกำกับดูแลของราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาคลง เพื่อให้เป็นไปตามหลักความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยจะคงไว้ก็แต่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง การพิจารณาพิพากษาคดี การต่างประเทศ และการเงินการคลังของประเทศโดยรวมเท่านั้น
             ในทางปฏิบัติ รัฐจะต้องจัดให้มีกฎหมายกำหนดอำนาจหน้าที่ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคำนึงถึงการกระจายอำนาจหน้าที่ให้แก่ท้องถิ่นเพิ่มขึ้น และลดความซ้ำซ้อนและขัดแย้งระหว่างส่วนต่างๆ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้อง “ก้าวให้พ้นไปจากการควบคุมกำกับ ไปสู่ความร่วมมือที่เท่าเทียมกัน ต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์แนวตั้งระหว่างรัฐและภูมิภาคที่อยู่ในฐานะควบคุม กำกับ สั่งการ มาเป็นความสัมพันธ์แบบพันธสัญญาที่มีความเท่าเทียมกันในแนวนอนแทน โดยจะต้องแก้กฎหมาย กฎระเบียบใหม่”
              โดยกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในการกำกับดูแลองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องทำเท่าที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนใน ท้องถิ่นและของประเทศชาติ แต่จะกระทบต่อสาระสำคัญแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ไม่ได้ ซึ่งหากขัดต่อหลักการปกครองตนเอง รัฐก็จะต้องแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว อีกทั้งระบุว่าหลักเกณฑ์ของการกำกับดูแลควรต้องสอดคล้องและเหมาะสมกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่แตกต่างกันในหลายรูปแบบ เพื่อให้แต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเลือกไปปฏิบัติเองตามความเหมาะ สม
              หรือ การกระจายอำนาจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดังกล่าว  ควรทำไปพร้อมกับจังหวัดจัดการตนเองอื่นๆที่พร้อมอย่างเช่นเชียงใหม่มหานคร ที่กำลังเรียกร้องอยู่เช่นกัน 
              ท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจในแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาค ใต้อย่างบริสุทธิใจของรัฐบาลใหม่ และขอให้ทุกคนสุขสรรค์ในเดือนรอมฎอนและวันตรุษอิดิลฟิตร์ ของชาวมุสลิมทุกท่าน

 http://www.thealami.com