แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์อิสลาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์อิสลาม แสดงบทความทั้งหมด

20 เมษายน 2555

การจัดการกับศาสนายิว คริสต์ และศาสนาบูชารูปปั้น ของรัฐอิสลาม




                                                 
         หลังจากปีแห่งการประกาศห้าม ลัทธิบูชารูปปั้นและการเปลือยกายมาทำพิธีแสวงบุญที่วิหารกะบะฮ์ บ้านแห่งพระเจ้าในเมืองมักกะฮ์ได้ผ่านไป มันได้ส่งผลที่ตามมาอีกมากมายต่ออิสลาม  ผู้ที่เปลี่ยนศาสนาหันมานับถือศาสนาอิสลามทั้งที่เดินทางมาด้วยตนเองและส่งตัวแทนมาเข้าพบท่านนบี(ศาสนทูต)มูฮัมหมัด (ขอพระเจ้าทรงประทานพรแด่ท่าน)เพื่อแสดงตัว
        ท่านนบี ได้แต่งตั้งกษัตริย์และผู้นำต่างๆ ของแคว้นและเผ่าต่างๆให้อยู่ในตำแหน่งเดิม อัลอัชอัษ บุตรของ กอยส์ ได้นำชนชั้นสูงที่เดินทางมาบนหลังม้า 80 คน พวกเขามาเพื่อแสดงตัวต่อท่านนบีและเที่ยวตามหาท่านจนพบในมัสยิด พวกเขาแต่งตัวโอ่อ่าสวยงามด้วยเสื้อคลุมผ้าไหมเป็นมันพริ้วไหว และแต่งหน้าแต่งตาตามแบบของพวกเขา เมื่อท่านนบีเห็นพวกเขาในสภาพเช่นนั้น ท่านได้ถามว่า
     “พวกท่านยังไม่ได้รับอิสลามอีกหรือ”
    พวกเขาตอบว่า
      “แน่นอนพวกเราได้รับอิสลามแล้ว”
     ท่านนบีกล่าวว่า
    “แล้วนั่นผ้าไหมอะไร อยู่รอบคอของท่านเล่า?”(หลักการอิสลาม ห้ามผู้ชายใส่ ผ้าไหมและทองคำ แต่ผู้หญิงใส่ได้)
       ในทันใดนั้นพวกเขาก็ฉีกผ้าไหมออกเป็นชิ้นๆ อัล อัชอัษ หัวหน้าคณะได้กล่าวขอโทษต่อท่านนบีว่า
 “โอ้ท่านนบีของพระเจ้า พวกเรานั้น เป็นชนชั้นผู้ดี บุตรของผู้ดี ท่านก็มาจากชนชั้นเหล่านั้นเช่นกัน ท่านคงจะเข้าใจนะว่า เราต้องมีเอกลักษณ์ของเราเองบ้าง”

        คนเหล่านี้เป็นชนชั้นปกครองแถบดินแดน หะเฏาะเราะฮ์เมาต์ เขตชายทะเล และเขตอื่นอีกหลายคน ท่านนบีได้ตั้งให้เขาอยู่ในตำแหน่งเดิมและและมอบหมายให้รวบรวมภาษีจากพลเมืองโดยรอบส่งมายังส่วนกลางของรัฐอิสลาม แม้พวกเขาจะลดรูปแบบของคนชั้นสูงลงเพื่อตามแบบฉบับอิสลาม แต่ความเย่อหยิ่งหลายอย่างในตัวของเขายังไม่หมดไป ท่านนบีได้ส่งมุอาวียะฮ์ บุตรของ  อบู ซุฟยาน ซึ่งเป็นมุสลิมมาก่อนและเป็นญาติท่านนบี ให้เดินทางไปบ้านของ วาอิล อิบนุ ฮุจร์ หนึ่งในผู้ร่วมคณะเดินทางนี้ เพื่อชี้แนะหลักการอิสลามอันถูกต้อง  วาอิล นั้นยังคงติดนิสัยที่แสดงความยิ่งใหญ่ที่ติดอยู่กับชนชั้นของตน เขาไม่ยอมให้ มุอาวียะฮ์ ขี่อูฐไปกับเขา และไม่ให้มุอาวียะฮ์ ยืมรองเท้าแตะของเขาใส่เพื่อป้องกันความร้อนจากพื้นทราย เพราะเขาคิดว่า เพียงแค่เงาอูฐที่เขาให้มูอาวียะฮ์อาศัยนั้นก็เป็นการเอื้อเฟื้อที่เพียงพอแล้ว แต่มุอาวียะฮ์ ก็อดทนต่อพฤติกรรมนี้ ทั้งๆที่เป็นการละเมิดกฎแห่งการเสมอภาคและภารดรภาพของอิสลาม เขานิ่งเฉยไว้ก็เพื่อช่วยให้ วาอิลและประชาชนของเขาได้รับศาสนาใหม่นี้เพื่อกาลข้างหน้า

            ส่วนในแถบเยเมน(ยะมัน)เมืองทางตอนใต้ของอารเบียนั้น เมืองนี้มีพื้นฐานจากศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวอยู่แล้ว คือศาสนายิว และต่อมาเมื่อศาสนาคริสต์เติบโตขึ้นชาวเมืองนี้ก็รับศาสนาคริสต์เข้าไปด้วยเช่นกัน เมื่อท่านนบีได้ประกาศศาสนาอิสลามโดยโครงสร้างของความรู้ของชาวยิวและคริสต์นั้นย่อมเข้าใจได้ว่า ศาสนาอิสลามนั้นก็เป็นสายศาสนาแบบเดียวกับ ยิวและคริสต์ที่สืบทอดมาจาก นบีอิบรอฮีม(อับราฮัม) ซึ่งมีนัยยะสำคัญคือการนับถือพระเจ้าองค์เดียว
      เมื่อศาสนาอิสลามได้ขยายเข้ามาสู่เมืองนี้ และผู้คนส่วนหนึ่งได้หันมานับถือศาสนาอิสลาม ท่านนบีได้ส่งมุอาซให้ไปสอนจริยธรรมและกฎเกณฑ์ของศาสนาน้องใหม่ในแถบนี้แก่เมืองเยเมน ท่านได้ย้ำกับมุอาซว่า
          “จงทำอะไรๆ ให้เรียบง่ายอย่าได้สร้างอุปสรรคใดๆขึ้น จงปรองดองอย่าทำตนให้แตกแยก ชาวคัมภีร์(หมายถึงยิวและคริสต์) จะถามท่านว่า “กุญแจเปิดทางไปสวรรค์คืออะไร”  จงตอบเถิดว่า  คือการเป็นพยานว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระเจ้าหนึ่งเดียวที่ไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงและไม่มีภาคีใด”

    มุอาซ ได้ถูกส่งไปพร้อมกับมุสลิม แต่ดั้งเดิม และผู้เก็บภาษีอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่สั่งสอนประชาชนในเรื่องศาสนา การปกครอง และการพิพากษาคดีโดยใช้กฏหมายจากพระเจ้าและนบี(ศาสนทูต)ของพระองค์ ดังนั้นประชาชนจากทางใต้จรดทางเหนือของอารเบียจึงถูกรวมเข้าเป็นรัฐภายใต้ กฎหมายเดียวกัน แม้จะมีศาสนาต่างกัน แต่ก็มีการเสียภาษีแก่รัฐ ที่ให้การคุ้มครองแก่ทุกเมืองในระบบการปกครองเดียวกัน การปล้นสะดมกันเอง การปองร้ายต่อกันระหว่างเผ่าหรือหัวเมืองที่ครอบครองเขตแดนในยุคป่าเถื่อน ก่อนหน้านี้ก็กลายเป็นการอยู่ร่วมกันโดยสันติ ภายใต้ร่มเงาของระบบอิสลาม

     จากเหตุการณ์ที่ฉันได้เล่าผ่านมาในหลายฉบับก่อนๆนั้น น้องไลลาจะเห็นได้ว่า รัฐอิสราเอลตามที่พระเจ้าสัญญานั้นกว่าจะสถาปนาขึ้นมาได้นั้นต้องใช้เวลา หลายชั่วคนหลายร้อยปีโดยผ่านสายเลือดอิสราเอลหลายศาสดาในเชื้อสายนี้โดยผ่าน คัมภีร์เป็นภาษาฮิบรูว์หลายเล่ม ตั้งแต่ นบียะกู๊บ(ยาโคบหรืออิสราเอล) ผ่านนบียูซุฟ(โยเซฟ) นบีมูซา(โมเสส) โยชูวา(ยูซะฮบุตรของนูน) นบีซัมวิล(ซามูเอล) กษัตริย์ฏอลูต(ซอล) และนบีดาวูด(กษัตริย์ดาวิด)จึงก่อตั้งได้ และก็ล่มสลายไป

       ส่วนรัฐและระบบการปกครองของอิสลามนั้น เกิดขึ้นในเวลาเพียง 20  ปีเท่านั้น โดยผ่านนบีมูฮัมหมัดท่านเดียว  ในเชื้อสายอาหรับและผ่านคัมภีร์อัลกุรอานเล่มเดียวด้วยภาษาอาหรับ ที่อ้างอิงเรื่องราวต่างๆจากคัมภีร์ที่เป็นภาษาฮิบรูว์ของอิสราเอล และอาราเมอิค(ซีเรียโบราณ)ของนบีอีซา(พระเยซู)ซึ่งเป็นภาษาพูดของท่าน  แม้ว่าการรวบรวมแผ่นดินนี้จะมีทั้งความราบรื่นและยากลำบาก แต่ก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า ความสำเร็จของการสถาปนารัฐและระบบอิสลามนั้นสำเร็จลุล่วงทุกประการในยุคของท่านนั่นเอง

       แม้รัฐอิสลามจะล่มสลายในเวลาต่อมา แต่ความเป็นศาสนาของอิสลามนั้น ไม่เคยเสื่อมสลายไปเลย แต่กลับแผ่ขยายไปสู่ผู้คนทุกเผ่าพันธุ์และสีผิวอย่างเท่าเทียมกันอย่างต่อ เนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยมิได้จำกัดอยู่แต่เพียงเรื่องสายเลือดอาหรับ อย่างเช่นที่ชาวยิว และชาวโลกมักยกขึ้นมากล่าวอ้าง ในเรื่องของพระเจ้าของศาสนายิวและอาณาจักรอิสราเอลโบราณและประเทศอิสราเอล ปัจจุบัน

 

 http://www.oknation.net/blog/dragonball/2012/04/17/entry-1

พระเยซูตามความเชื่อของอิสลาม

(พระเยซูถูกตรึงกางเขนเรื่องจริงหรือโกหก)
บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน
ถึง แม้มุสลิมและชาวคริสเตียนจะมีความเชื่อในนบีอีซาหรือพระเยซูเหมือนกันแต่ใน ความเชื่อในนบีคนเดียวกันนี้มุสลิมและชาวคริสเตียนก็ยังมีความเชื่อที่แตก ต่างกันเกี่ยวกับตัวท่านตั้งแต่เรื่องการเกิดจนกระทั่งวาระสุดท้ายของท่านบน โลกนี้
ในเรื่องของการเกิด ชาว คริสเตียนเชื่อว่าพระเยซูเกิดมาโดยมีพ่อแม่เหมือนกับมนุษย์ทั่วไป แต่ถือว่าท่านเป็นบุตรของพระเจ้าและบางกลุ่มก็เชื่อว่าวิญญาณของท่านเป็น วิญญาณของพระเจ้าที่มาสถิตในร่างของมนุษย์และอธิษฐานต่อท่านส่วนมุสลิมเชื่อ ว่านบีอีซามีกำเนิดอันมหัศจรรย์จากนางมัรยัมหญิงพรหมจรรย์โดยที่ไม่ได้แต่ง งานกับผู้ใดทั้งนี้เพื่อเป็นสัญญาณแสดงถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺซึ่ง พวกบนีอิสรออีลท้าทายมาโดยตลอดแต่หลักความเชื่อของอิสลามถือว่าถึงแม้ท่านจะ มีกำเนิดอันมหัศจรรย์เช่นนั้นท่านก็เป็นเพียงบ่าวของอัลลอฮฺและมิได้เป็น บุตรของพระเจ้า
ส่วนในเรื่องการถูกตรึงกางเขนนั้น ชาว คริสเตียนทั่วไปถือว่าพระเยซูเสียชีวิตโดยการถูกตรึงบนไม้กางเขนและการเสีย ชีวิตของท่านเป็นการไถ่บาปให้แก่มนุษย์ทั่วโลกที่มีบาปติดตัวมาตั้งแต่ กำเนิดในขณะที่มุสลิมเชื่อว่านบีอีซาไม่ได้ถูกตรึงและเสียชีวิตบนไม้กางเขน หากแต่มีใครบางคนที่มีหน้าตาเหมือนท่านถูกนำตัวไปตรึงกางเขนแทน หลังจากนั้นท่านได้ถูกพระผู้เป็นเจ้านำตัวกลับไปและจะกลับมาใหม่อีกครั้ง หนึ่งก่อนวันสิ้นโลก
หลักฐานที่มุสลิมนำมาใช้อ้างก็คือข้อความจากคัมภีร์กุรอานที่กล่าวไว้ดังนี้ :
?และ พวกเขา(บนีอิสรออีล)กล่าวว่า ?เราได้ฆ่ามะซีฮฺอีซาลูกของมัรยัมรอซูลของอัลลอฮฺแล้ว? แต่ในความจริงพวกเขาไม่ได้ฆ่าและไม่ได้ตรึงเขาบนไม้กางเขน แต่ว่าพวกเขาได้ถูกทำให้มองเห็นละม้ายคล้ายคลึงเช่นนั้น บรรดาผู้ที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีข้อสงสัยในเรื่องนี้ แต่พวกเขาไม่มีความรู้อะไรนอกจากจะอาศัยการเดา เพราะพวกเขาไม่แน่ใจว่าพวกเขาประสบผลสำเร็จในการฆ่าอีซา ไม่เลย ความจริงก็คือ อัลลอฮฺได้ทรงเทิดเขาขึ้นไปยังพระองค์ เพราะอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอำนาจยิ่ง ผู้ทรงปรีชาญาณเสมอ? (กุรอาน 4:157-158)
ดัง นั้น จากคำยืนยันของอัลลอฮฺในคัมภีร์กุรอาน การตรึงกางเขนนบีอีซาหรือพระเยซูจึงไม่ได้เกิดขึ้นและท่านก็ไม่ได้เสียชีวิต บนไม้กางเขน ในคัมภีร์ไบเบิลพันธสัญญาใหม่ฉบับลูกาก็ถูกบันทึกไว้ว่า :
แล้ว พระองค์ (พระเยซู)ดำเนินไปจากพวกเขาไกลประมาณขว้างหินตกและทรงคุกเข่าลงอธิษฐานว่า ?พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้(หมายถึงความตาย)เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิดแต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด? ทูตสวรรค์องค์หนึ่งมาปรากฏแก่พระองค์ช่วยชูกำลังพระองค์....? (ลูกา 22 : 41-43)
นัก วิชาการมุสลิมหลายคนอย่างเช่นอิบนุตัยมียะฮฺได้กล่าวว่านบีอีซาได้วิงวอนต่อ พระเจ้าให้เลื่อนถ้วยแห่งความตายออกไปจากท่าน ดังนั้นอัลลอฮฺในฐานะผู้ทรงรักและผู้ทรงปกป้องนบีของพระองค์จึงได้ตอบรับคำ วิงวอนและความต้องการของท่าน
พระองค์ ได้ทรงช่วยท่านให้พ้นจากความเจ็บปวดและความตายบนไม้กางเขนโดยการส่งทูต สวรรค์มาช่วยทำให้ท่านมีความเข้มแข็ง (กล่าวคือ เพื่อช่วยเหลือท่านและให้หลักประกันว่าอัลลอฮฺจะช่วยชีวิตท่าน) หลังจากนั้น บรรดาทูตสวรรค์ก็ได้นำตัวท่านไปจากบรรดาผู้ที่พยายามจะฆ่าท่าน อย่างไรก็ตามฝูงชนที่แห่กันมาดูการตรึงกางเขนก็เกิดความสับสนและบางคนก็คิด ว่าพวกทหารโรมันได้ฆ่าพระเยซูไปแล้ว แต่ตามคัมภีร์กุรอานอัลลอฮฺได้ทรงบอกให้เราทราบว่านบีอีซาไม่ได้เสียชีวิต หรือแม้แต่จะถูกตรึงบนไม้กางเขน
แม้ แต่ในหมู่สาวกยุคแรกของพระเยซูก็มีหลายกลุ่มที่เชื่อว่าพระเยซูได้ถูกช่วย ให้พ้นจากความตายบนไม้กางเขนเช่นกัน คนเหล่านั้นไม่เชื่อด้วยว่าท่านถูกตรึงกางเขน อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเรื่องการถูกตรึงกางเขน(พร้อมกับความเชื่อเรื่องการไถ่บาป)ได้ ค่อยๆกลายเป็นหลักความเชื่อสำคัญของศาสนาคริสต์ไปในที่สุดและคริสตจักรก็ได้ ตำหนิความเชื่อที่ต่างไปจากนี้ แต่คัมภีร์กุรอานยังคงยืนยันว่าพระเยซูไม่ได้ถูกตรึงบนไม้กางเขนอีกทั้งยืน ยันว่าท่านเป็นมนุษย์และเป็นศาสนทูตผู้ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
เนื่อง จากนบีอีซามิได้เสียชีวิตบนไม้กางเขนและท่านได้ถูกพระผู้เป็นเจ้านำตัว ท่านกลับไปในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ดังหลักฐานจากคัมภีร์กุรอานดังกล่าวข้าง ต้น ดังนั้น จึงไม่มีใครรู้เรื่องราวของท่านอีกเลยหลังจากนั้น อย่างไรก็ตามจากคำบอกเล่าของอบูฮุร็อยเราะฮฺ ท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่า ?ขอสาบานด้วยผู้ที่กำชีวิตของข้าพระองค์ไว้ แน่นอน ลูกของมัรยัมจะลงมาในหมู่พวกท่านในฐานะผู้ตัดสินที่ยุติธรรมและเขาจะหักไม้ กางเขนจะฆ่าหมูและจะยกเลิกญิซยะฮฺ(ภาษีที่รัฐอิสลามเรียกเก็บจากผู้ที่มิใช่ มุสลิมในรัฐอิสลาม)และความมั่งคั่งจะเกิดขึ้นจนไม่มีผู้ใดยอมรับมันจน กระทั่งการก้มกราบเพียงครั้งเดียวจะดีกว่าโลกและทุกสิ่งที่อยู่ในนั้น? (บันทึกโดยบุคอรี)
จาก ฮะดีษดังกล่าวข้างต้นบอกให้เรารู้ว่าก่อนถึงวันสิ้นโลกนบีอีซาจะกลับมาอีก ครั้งหนึ่งในฐานะผู้ตัดสินที่ยุติธรรมระหว่างสัจธรรมกับความเท็จ การหักไม้กางเขน การฆ่าหมูและอื่นๆนั้นหมายความว่าท่านจะมาแก้ไขความเชื่อผิดเกี่ยวกับท่าน และคำสอนของท่านในบรรดาสาวกของท่าน หลังจากนั้นผู้คนที่หลงผิดก็จะปฏิบัติตามท่านซึ่งจะทำให้สาวกของท่านและสาวก ของท่านนบีมุฮัมมัดรวมกันเป็นประชาชาติเดียวกัน นี่คือวัตถุประสงค์ในการกลับมาของนบีอีซา
บทความโดยอาจารย์บรรจง  บินกาซัน  ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม  มูลนิธิสันติชน